แชมพูขจัดรังแค เลือกใช้อย่างไร?





แชมพูขจัดรังแค หากใครที่กำลังประสบปัญหารังแค และต้องการวิธีขจัดรังแคแบบง่ายๆ ได้ผลรวดเร็ว เชื่อว่าหลายคนคงเลือกที่จะใช้แชมพูขจัดรังแค เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อได้ง่าย และวิธีการใช้งานก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก แถมยังช่วยประหยัดเวลาได้อีกด้วย ทั้งนี้การเลือกใช้แชมพูขจัดรังแค สิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ก็คือคุณสมบัติและสารที่เป็นส่วนประกอบของแชมพูขจัดรังแค ดังนั้นก่อนการเลือกใช้ ควรศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช้ เพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพและตรงจุดมากที่สุด จากนี้เรามาดูกันว่าแชมพูขจัดรังแคควรมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

แชมพูขจัดรังแคควรมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

– มีส่วนผสมของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งคอลลาเจน เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผมและหนังศีรษะมีสุขภาพดี
– มีสารสกัดของสมุนไพรอย่างเช่น โสม เปปเปอร์มินต์ และสารสกัดจากต้นชา เพื่อช่วยให้หนังศีรษะสดชื่นและไร้ปัญหารังแคได้ยาวนาน
– มีคุณสมบัติช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์หนังศีรษะเช่น แชมพูน้ำมันดิน(Tar Shampoo)
– มีสารที่ช่วยลดจำนวนยีสต์บนหนังศีรษะ ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์จำพวกซิงค์ ไพริไทออน หรือคีโตโคนาโซน (ketoconazole)
– มีคุณสมบัติในการกำจัดน้ำมันบนหนังศีรษะ ลดการอักเสบ และที่สำคัญคือควบคุมการเติบโตของยีสต์มาลาสซีเซีย ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทิ้งสารตกค้างบนเส้นผมและหนังศีรษะ

วิธีการสระผมด้วยแชมพูขจัดรังแค

วิธีการใช้แชมพูขจัดรังแคสระผม ควรทิ้งให้ตัวยาในแชมพูสัมผัสหนังศีรษะสักประมาณ 5-10 นาที จากนั้นให้นวดขยี้และเกาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะการเกามากๆ อาจเป็นการกระตุ้นให้การอักเสบบนหนังศีรษะเป็นมากขึ้น และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการสระผมด้วยน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นจะชะล้างน้ำมันตามธรรมชาติออกมากเกินไป ทำให้หนังศีรษะขาดน้ำมันที่จะปกป้องไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น ส่งผลให้หนังศีรษะแห้งและลอกเป็นขุย จนอาจเกิดเป็นรังแคในที่สุด จากนั้นเมื่อได้เวลาอันสมควร ก็ให้ล้างแชมพูออกจากเส้นผม และหนังศีรษะให้หมด แล้วก็ใช้ผ้าที่สะอาดเช็ดเส้นผมให้แห้ง หรืออาจจะใช้พัดลมเป่าก็ได้ แต่ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผม เพราะความร้อนจากการไดร์ผมจะทำให้เส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้น และยังทำให้หนังศีรษะแห้งและเกิดอาการระคายเคืองได้อีกด้วย

แชมพูขจัดรังแค

ท้ายนี้ นอกจากการขจัดรังแคด้วยการใช้แชมพูขจัดรังแคแล้ว ควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี น้ำมันปลา และโอเมกา 3 เพื่อเป็นการช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนังบริเวณหนังศีรษะ ให้แข็งแรงทนทานต่อปัจจัยกระตุ้นภายนอก ที่อาจส่งผลต่อผิวหนังบริเวณหนังศีรษะได้ด้วยเช่นกัน


287 Views



thaibodycare.com เขียนความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *